ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา
การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของประเทศไทยนั้นยอมรับหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่รัฐสภา ฝ่ายบริหาร ได้แก่คณะรัฐมนตรี และฝ่ายตุลาการ ได้แก่ศาล ซึ่งองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 องค์กรนั้น ต่างมีสถานะเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเกินเลยจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจไว้ รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในลักษณะการตรวจสอบถ่วงดุลควบคุมการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน
การควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภา
1. การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
2. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อที่รัฐสภาจะได้ทราบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี และจะได้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่
3. การตั้งกระทู้ถาม การตั้งกระทู้ถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการทำงานในหน้าที่ต่อที่ประชุมสภาที่ตนสังกัดได้ กระทู้ถามมี 2 ประเภท คือ “กระทู้ถามสด” เป็นกระทู้ถามในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน หรือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนโดยสมาชิกสภาผู้แทนราฎรที่จะถามจะต้องยื่นเรื่องเสนอก่อนเริ่มประชุมในวันนั้น และ “กระทู้ถามทั่วไป” เป็นกระทู้ถามที่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีข้อความเป็นคำถามในข้อเท็จจริงหรือนโยบายและระบุว่าจะให้รัฐมนตรีตอบในที่ประชุมสภาหรือให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อมีสมาชิกรัฐสภายื่นกระทู้ถามแล้ว คณะรัฐมนตรีสามารถที่จะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ถามนั้น แต่ด้วยเหตุที่ว่าการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องที่ไม่มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีมากเท่าใดนักเนื่องจากไม่มีการลงมติ คณะรัฐมนตรีจึงมักไม่ค่อยให้ความสำคัญในการตอบกระทู้ถาม เช่น ไม่มาร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตอบกระทู้ถาม หรือตอบกระทู้ถามไม่ชัดเจนตรงประเด็น เป็นต้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนดให้เป็นหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้
4. การตั้งคณะกรรมาธิการ “คณะกรรมาธิการ” คือคณะบุคคลที่สภาแต่งตั้งประกอบเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อให้พิจารณากฎหมายหรือกระทำกิจการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา แล้วรายงานต่อสภา คณะกรรมาธิการแบ่งออกได้เป็น 2ประเภท คือ “คณะกรรมาธิการสามัญ” คือ คณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ และ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” คือคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นหรือไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ
การตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมีความสำคัญยิ่งในการทำงานของรัฐสภา เนื่องจากการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมักจะตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ศึกษารายละเอียดหรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้รัฐสภาได้ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว แม้การทำงานของคณะกรรมาธิการจะมีอำนาจในการเรียกบุคคลให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารที่อยู่ในความครอบครองมายังคณะกรรมาธิการ อันมีลักษณะเป็นการกระตุ้นและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่การควบคุมตรวจสอบคณะรัฐมนตรีโดยการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ก็มิได้มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีเท่าใดนัก
5. การควบคุมการใช้งบประมาณแผ่นดิน การใช้จ่ายเงินงบประมาณของประเทศนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาปรับลดงบประมาณแผ่นดิน หรือไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติหรือไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้หากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา การควบคุมคณะรัฐมนตรีของรัฐสภาโดยวิธีนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งได้
6. การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนี้เป็นการให้อำนาจแก่รัฐสภาในการบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยจึงจะกระทำได้ และเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ด้วย[ในขณะที่การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนี้ เป็นวิธีการควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภาที่รุนแรงที่สุด มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมต้องพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรี
ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น หลักการคานอำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยเป็นหลักการที่สำคัญ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาจึงย่อมต้องถูกควบคุมตรวจสอบเช่นเดียวกัน การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรีมีมาตรการที่สำคัญ คือ การยุบสภาผู้แทนราษฎร
การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นศัพท์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึง การที่ประมุขของรัฐในระบบรัฐสภา ประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาสิ้นสุดลงพร้อมกันทุกคนก่อนครบวาระ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วขึ้นกว่าวาระปกติของสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร การยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะกระทำในเวลาใดก็ได้ภายในอายุของสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะกราบบังคับทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ และในเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน60 วัน นับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร
การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยเกิดขึ้นทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ในสมัยพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยนั้นมีสาเหตุหลายประการ เช่น การเกิดความขัดแย้งระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลจนคณะรัฐมนตรีไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และการเกิดวิกฤตทางการเมือง เป็นต้น
การยุบสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่แม้การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ผลนัก แต่ก็ถือเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัดสินใจโดยวิธีการเข้ามาใหม่ วิถีทางนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยตามหลักถ่วงดุลหรือคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา
การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของประเทศไทยนั้นยอมรับหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่รัฐสภา ฝ่ายบริหาร ได้แก่คณะรัฐมนตรี และฝ่ายตุลาการ ได้แก่ศาล ซึ่งองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 องค์กรนั้น ต่างมีสถานะเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเกินเลยจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจไว้ รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในลักษณะการตรวจสอบถ่วงดุลควบคุมการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน
การควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภา
1. การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
1. การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
2. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อที่รัฐสภาจะได้ทราบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี และจะได้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่
2. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อที่รัฐสภาจะได้ทราบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี และจะได้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่
2. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อที่รัฐสภาจะได้ทราบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี และจะได้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่
3. การตั้งกระทู้ถาม การตั้งกระทู้ถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการทำงานในหน้าที่ต่อที่ประชุมสภาที่ตนสังกัดได้ กระทู้ถามมี 2 ประเภท คือ “กระทู้ถามสด” เป็นกระทู้ถามในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน หรือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนโดยสมาชิกสภาผู้แทนราฎรที่จะถามจะต้องยื่นเรื่องเสนอก่อนเริ่มประชุมในวันนั้น และ “กระทู้ถามทั่วไป” เป็นกระทู้ถามที่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีข้อความเป็นคำถามในข้อเท็จจริงหรือนโยบายและระบุว่าจะให้รัฐมนตรีตอบในที่ประชุมสภาหรือให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อมีสมาชิกรัฐสภายื่นกระทู้ถามแล้ว คณะรัฐมนตรีสามารถที่จะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ถามนั้น แต่ด้วยเหตุที่ว่าการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องที่ไม่มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีมากเท่าใดนักเนื่องจากไม่มีการลงมติ คณะรัฐมนตรีจึงมักไม่ค่อยให้ความสำคัญในการตอบกระทู้ถาม เช่น ไม่มาร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตอบกระทู้ถาม หรือตอบกระทู้ถามไม่ชัดเจนตรงประเด็น เป็นต้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนดให้เป็นหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้
4. การตั้งคณะกรรมาธิการ “คณะกรรมาธิการ” คือคณะบุคคลที่สภาแต่งตั้งประกอบเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อให้พิจารณากฎหมายหรือกระทำกิจการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา แล้วรายงานต่อสภา คณะกรรมาธิการแบ่งออกได้เป็น 2ประเภท คือ “คณะกรรมาธิการสามัญ” คือ คณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ และ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” คือคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นหรือไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่สภามีมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการ
การตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมีความสำคัญยิ่งในการทำงานของรัฐสภา เนื่องจากการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นมักจะตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ศึกษารายละเอียดหรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้รัฐสภาได้ทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว แม้การทำงานของคณะกรรมาธิการจะมีอำนาจในการเรียกบุคคลให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารที่อยู่ในความครอบครองมายังคณะกรรมาธิการ อันมีลักษณะเป็นการกระตุ้นและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่การควบคุมตรวจสอบคณะรัฐมนตรีโดยการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ก็มิได้มีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีเท่าใดนัก
5. การควบคุมการใช้งบประมาณแผ่นดิน การใช้จ่ายเงินงบประมาณของประเทศนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ ซึ่งในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาปรับลดงบประมาณแผ่นดิน หรือไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติหรือไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้หากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา การควบคุมคณะรัฐมนตรีของรัฐสภาโดยวิธีนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งได้
6. การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนี้เป็นการให้อำนาจแก่รัฐสภาในการบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยจึงจะกระทำได้ และเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ด้วย[ในขณะที่การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนี้ เป็นวิธีการควบคุมคณะรัฐมนตรีโดยรัฐสภาที่รุนแรงที่สุด มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหากรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีย่อมต้องพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรี
ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น หลักการคานอำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยเป็นหลักการที่สำคัญ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาจึงย่อมต้องถูกควบคุมตรวจสอบเช่นเดียวกัน การควบคุมรัฐสภาโดยคณะรัฐมนตรีมีมาตรการที่สำคัญ คือ การยุบสภาผู้แทนราษฎร
การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นศัพท์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึง การที่ประมุขของรัฐในระบบรัฐสภา ประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาสิ้นสุดลงพร้อมกันทุกคนก่อนครบวาระ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วขึ้นกว่าวาระปกติของสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร การยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะกระทำในเวลาใดก็ได้ภายในอายุของสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะกราบบังคับทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ และในเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน60 วัน นับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร
การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยเกิดขึ้นทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ในสมัยพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยนั้นมีสาเหตุหลายประการ เช่น การเกิดความขัดแย้งระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลจนคณะรัฐมนตรีไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และการเกิดวิกฤตทางการเมือง เป็นต้น
การยุบสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่แม้การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ผลนัก แต่ก็ถือเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัดสินใจโดยวิธีการเข้ามาใหม่ วิถีทางนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยตามหลักถ่วงดุลหรือคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น